| |
| โครงการสวัสดิการกองทุนประกันสังคม
|
| |
|
พนักงานธนาคารกับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม
|
| |
|
ช่วงที่
|
ผลประโยชน์ทดแทน
|
อัตราเงินสมทบร้อยละของค่าจ้าง
(ค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาทต่อเดือน)
|
ผลบังคับใช้
|
|
1
|
กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
กรณีคลอดบุตร
กรณีตาย
กรณีทุพพลภาพ
|
0.88
0.12, 0.15
0.06
0.44
|
ปีแรกที่ พรบ. มีผลบังคับใช้(ปี 2533)
|
|
2
|
กรณีสงเคราะห์บุตร |
3
|
ดำเนินการภายใน 6 ปี นับแต่ พรบ. มีผลบังคับใช้
(เริ่มบังคับใช้วันที่ 31 ธันวาคม 2541)
|
|
3
|
กรณีว่างงาน |
5
|
จะดำเนินการเมื่อใด ให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา
|
|
| |
|
ประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม
|
| |
| กรณีทุพพลภาพ |
| |
| เงื่อนไขการเกิดสิทธิ |
| |
| จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า
3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่คณะกรรมการแพทย์กำหนดให้เป็นผู้ทุพพลภาพ |
|
| |
| ผลประโยชน์และสิทธิที่จะได้รับ |
| |
- ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง
ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท
- เงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ
50 ของค่าจ้างตลอดชีวิต
- ค่าอวัยวะเทียม/อุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคตาม
ประกาศของสำนักงานประกันสังคม เรื่องประเภทและอัตราค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคกรณีทุพพลภาพ
- ค่าทำศพ จำนวน 3,000 บาท
- กรณีผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพถึงแก่ความตายผุ้มีสิทธิ
มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ดังนี้.-
- กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่
10 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเท่ากับเงินทดแทนการขาดรายได้ที่ผู้ประกันตนได้รับ
ในเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย คูณด้วย 3
- กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่
10 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเท่ากับเงินทดแทนการขาดรายได้ที่ผู้ประกันตนได้รับ
ในเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย คูณด้วย 10
- กรณีผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพถึงแก่ความตายผู้มีสิทธิ
มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ดังนี้:-
- กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่
36 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเท่ากับเงินทดแทนการขาดรายได้ที่ผู้ประกันตนได้รับ
ในเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย คูณด้วย 3
- กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่
10 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเท่ากับเงินทดแทนการขาดรายได้ที่ผู้ประกันตนได้รับ
ในเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย คูณด้วย 10
|
|
|
|
|
| กรณีสงเคราะห์บุตร |
| |
| เงื่อนไขการเกิดสิทธิ |
| |
- จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า
12 เดือนภายในระยะเวลา 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิได้ประโยขน์ทดแทน
- เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา
33 หรือ 39 เงื่อนไขของบุตรที่ได้รับ
|
|
| การสงเคราะห์ |
| |
- เงินสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรโดยด้วยกฎหมาย
ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน
2 คน (บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม
หรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น)
- หากผู้ประกันตนทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายในขณะที่บุตรมีอายุไม่เกิน
6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อไปจนบุตรมีอายุครบ
6 ปี บริบูรณ์
|
| |
|
| ผลประโยชน์และสิทธิที่จะได้รับ |
| |
| เงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่าย เดือนละ 150 บาท
ต่อบุตรหนึ่งคน |
| |
| |
|
|
|
|
|
| กรณีชราภาพ |
| |
| เงื่อนไขการเกิดสิทธิ |
| |
- กรณีจ่ายเงินบำนาญชราภาพ
- จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า
180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือน จะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม
- ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
- มีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์
- กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ
- จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180
เดือน
- และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
- มีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ
หรือถึงแก่ความตาย
|
|
| การสงเคราะห์ |
| |
- เงินสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรโดยด้วยกฎหมาย
ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน
2 คน (บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม
หรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น)
- หากผู้ประกันตนทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายในขณะที่บุตรมีอายุไม่เกิน
6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อไปจนบุตรมีอายุครบ
6 ปี บริบูรณ์
|
| |
|
| ผลประโยชน์และสิทธิที่จะได้รับ |
| |
เงินบำนาญชราภาพ
- กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180
เดือน ให้ได้รับเงินบำนาญในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย
60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
- จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180
เดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญ ตามข้อ 1 จากอัตราร้อยละ
15 เพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก
12 เดือน
เงินบำเหน็จชราภาพ
- จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน
ให้จ่ายเงินบำเหน็จเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตน
จ่ายสมทบเข้ากองทุน
- จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
ให้จ่ายเงินบำเหน็จเท่ากับจำนวนเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตน
และนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนพร้อมดอกเบี้ย ตามอัตราที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
- ผู้รับเงินบำนาญถึงแก่ความตายภายใน
60 เดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ ให้จ่ายเงินบำเหน็จจำนวน
10 เท่าของเงินบำนาญรายเดือน ที่ได้รับสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย
|
|
|
| |
| |
| พนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของธนาคาร
เมื่อพนักงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนออกจากงาน สามารถประกันตนต่อได้ หากเคยส่งเงินมาแล้วไม่น้อยกว่า
12 เดือน (แต่ต้องไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างรับผลประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม)
โดยจะได้รับประโยชน์ทดแทนทุกกรณี คือ กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ตาย ทุพพลภาพ
กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ และต้องยื่นสมัครด้วยตนเองภายใน 6
เดือนหลังจากวันพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ตามแบบฟอร์มและหลักฐานประกอบตามที่กำหนดไว้
สถานที่ยื่นใบสมัคร
- กรุงเทพมหานคร ยื่นใบสมัครที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่
- ภูมิภาค ยื่นได้ที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด
|
| |
| |