กฏหมายคุ้มครองแรงงาน ( พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ) (พรก.)
 
การจ่ายค่าตอบแทน
 
     ค่าตอบแทนในการทำงาน เฉพาะ ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด มีหลักเกณฑ์ดังนี้

     นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตราไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง หรือของอัตราค่าจ้างต่อหน่วย โดยจ่ายตามจำนวนชั่วโมงหรือหน่วยที่ลูกจ้างทำ (มาตรา 61)
นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดในอัตราไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อนายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือของอัตราค่าจ้างต่อหน่วย โดยจ่ายตามจำนวนชั่วโมงหรือหน่วยที่ลูกจ้างทำ (มาตรา 63)
นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่ลูกจ้าง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้าง สำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ การลดค่าจ้าง หรือการเลิกจ้าง (มาตรา 65, 66)
นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำแก่ลูกจ้างที่ทำงานขบวนการจัดงานรถไฟ งานปิดเปิดประตูน้ำ หรือประตูระบายน้ำงานอ่าน ระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำงานดับเพลิง หรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำงาน นอกสถานที่และลักษณะ หรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่ หรือทรัพย์สิน อันมิใช่หน้าที่การทำงานตามปกติของลูกจ้าง และงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ทั้งนี้เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วง เวลา หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง (มาตรา 65, กฎกระทรวง ฉบับที่ 8)
ลูกจ้างที่ทำงานในงานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้า ถ้านายจ้างได้จ่ายค่านายหน้าจากการขายสินค้าให้แก่ลูกจ้างแล้วลูกจ้าง นั้นไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด (กฎกระทรวง ฉบับที่ 7)

     นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวัดหยุดให้แก่ลูกจ้างที่นายจ้างมิได้จัดให้หยุดงานครบตามจำนวน ที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 64)

     นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับ ก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอด ระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน เนื่องจากนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดย เหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ทั้งนี้นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้าง และพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ (มาตรา 75)

     ในการคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดสำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน หมายถึง

ค่าจ้างรายเดือน = 30 X จำนวนชั่วโมงทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย
(มาตรา 68)

     ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนซึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มิได้กำหนดให้นับเป็นอย่างอื่น จึงต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/6 วรรคท้าย ให้ถือว่าเดือนหนึ่งมี 30 วัน เมื่อลูกจ้างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ 37,500 บาท หารด้วย 30 จึงเป็นค่าจ้างวันละ 1,250 บาท (ฎีกาที่ 7646/2542)

 

การจ่ายค่าชดเชย
 
  1. นายจ้างต้องชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้าง โดยคำนวณจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย หรือคำนวณจาก ค่าจ้างของการ ทำงานระยะเวลาสุดท้ายสำหรับกรณีที่ลูกจ้างนั้น ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณ เป็นหน่วยโดยจ่ายตามระยะเวลา ที่ลูกจ้างทำงานดังต่อไปนี้

    1.1 ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี จ่ายเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน
    1.2
    ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จ่ายเท่ากับค่าจ้าง 90 วัน
    1.3 ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จ่ายเท่ากับค่าจ้าง 180 วัน
    1.4 ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จ่ายเท่ากับค่าจ้าง 240 วัน
    1.5 ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป จ่ายเท่ากับค่าจ้าง 300 วัน (มาตรา 118)

  • ค่าชดเชยต้องจ่ายทันที่เมื่อเลิกจ้าง หากไม่จ่ายถือว่าผิดนัด และต้องเสียดอกเบี้ยโดยไม่ต้องทวงถาม (ฎีกาที่ 1017/2524, 2476/2537)
  • สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยเป็นมรดก ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว (ฎีกาที่ 1269/2524)
  • สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยมีอายุความ 10 ปี (ฎีกาที่ 2859/2525)
  1. นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง ที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ซึ่งลูกจ้างดังกล่าวนายจ้างได้จ้างไว้ในงานโครงการเฉพาะ ที่มิใช่งานปกติของธุรกิจ หรือการค้าของนายจ้างอันมีระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็น ไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานดังกล่าวจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยนายจ้างและลูกจ้าง ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง (มาตรา 118)


  2. นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

    3.1 ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
    3.2 จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
    3.3
    ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
    3.4
    ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน
    3.5 ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วัน ทำงานติดต่อกันไปว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
    3.6 ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือ ความผิดลหุโทษ (มาตรา 119)

  3. ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของ ลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ไม่น้อย กว่า 50% ของค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ (ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้น) โดยลูกจ้างจะ ต้องใช้สิทธิบอกเลิก สัญญาจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันย้ายสถานประกอบกิจการ
         หากนายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบการย้ายสถานประกอบกิจการล่วงหน้า ในระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน (มาตรา 120)
      
  4. ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือเทคโนโลยีซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง ให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนที่จะเลิกจ้าง
         ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนด นายจ้างต้องจ่าย ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วันหรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 60 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยด้วย (มาตรา 121)
     
  5. ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงานฯดังกล่าว ถ้าลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษ ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปีหรือไม่น้อยกว่า ค่าจ้างของการทำงาน 15 วันสุดท้ายต่อการทำงานครบ 1 ปี สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับ ค่าจ้างตามผลงานโดย คำนวณ เป็นหน่วยแต่รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วันหรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 360 วันสุดท้าย สำหรับ ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
         ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ กรณีระยะเวลาทำงานไม่ครบ 1 ปีถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่า 180 วันให้นับเป็นการทำงานครบ 1 ปี (มาตรา 122)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
................................................................................................................................................
 
สงวนลิขสิทธิ์โดย " สำนักงานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ "
เลขที่ 9  ถนนเสือป่า  แขวงเทพศิรินทร์  เขตป้อมปราบฯ  กรุงเทพ  10100
โทร. 0-2225-2166, 0-2222-2111 ต่อ 1291   Fax. 0-2225-2166   E-mail : bblunion@hotmail.com