4 วิทยากร ชี้พรรคการเมือง
เครื่องมือแก้ปัญหาแรงงาน นำสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่า
 
   
 
   

การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๔๙ ของสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๒๒ – ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ณ โรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ วังบูรพา กรุงเทพมหานคร นอกจากมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ปี ๒๕๔๙ – ๒๕๕๑ แล้ว ยังมีการอภิปรายพิเศษเรื่อง “ มิติใหม่ของแรงงานในยุคปฏิรูปการเมือง ” โดยมี นักวิชาการทั้งทางด้านแรงงาน การเมืองและสังคม เข้าร่วมอภิปราย ๔ ท่านคือ ๑ . ดร . โชคชัย สุทธาเวช ( ผู้เขียนหนังสือแรงงานกับการเมืองและสังคมประชาธิปไตย : ทฤษฎีและพรรค ) ๒ . อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๓ . อาจารย์วิทยากร เชียงกูร ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ๔ . นายปิยะเชษฐ์ แคล้วคลาด กรรมการมูลนิธิไพศาล ธวัชชัยนันท์ และมี นายชัยสิทธิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย โดยได้กล่าวเปิดการอภิปรายว่า เราต้องผูกสัมพันธ์กับพันธมิตรภายนอกจะอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ สหภาพจะเป็นองค์กรที่ล้าหลัง ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้อีกแล้ว

สำหรับประเด็นโดยสรุปของผู้อภิปรายแต่ละท่านมีดังนี้

อาจารย์โชคชัย ผู้ศึกษาระบบแรงงานสัมพันธ์ของธนาคารกรุงเทพมาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี เพราะทำวิทยา นิพนธ์ ได้ให้เป้าหมายอนาคตของสหภาพแรงงานธนาคาร ควรมีส่วนร่วมในการบริหารธนาคาร การมีส่วนร่วมในกรรมการบอร์ด การถือหุ้นในจำนวนมากพอในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและขอให้อย่าเรียกร้องเพื่อ ความสุข

     
 

สบายของตนเอง จนลืมนึกถึงผู้บริโภคหรือก้าวเข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคม ปฏิวัติสังคม เพื่อให้สหภาพแรงงานยั่งยืนและคุ้มค่าในการเกิดเป็น สหภาพแรงงาน ดังนั้นควรคิดถึง พรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองทำอะไรที่สหภาพทำไม่ได้ เข้าไปแก้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของคนงาน เพื่อ เชื่อม ผลประโยชน์ของประชาชน

อาจารย์โชคชัย ได้ชี้ให้เห็นว่าการประกาศสนับสนุนพรรคการเมืองจะไม่มีความจีรังยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่สหภาพแรงงานต้องมีพรรคการเมืองได้แล้ว เพราะประชาธิปไตยได้เปิดกว้างพอสมควร

พรรคการเมืองที่จัดตั้งโดยขบวนการแรงงานและทุกคนต้องมีหลักการ มีส่วนร่วมและออกเงินด้วย โดยโอนค่าบำรุงสหภาพแรงงานให้พรรคการเมืองด้วยงานไม่ควรตั้งอยู่บนหัวกรรมกร เราควรสร้างพรรคการเมืองที่ผ่านการเห็นชอบของผู้ใช้แรงงานเป็นหลัก

กล่าวว่าสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพจะอยู่เป็นหัวขบวนของขบวนการเข้าเป็นส่วนร่วม และสมาชิกสหภาพแรงงานเป็นสมาชิกพรรคแรงงานทั้งหมด พรรคของฝ่ายแรงงานควรเป็นพรรคแนวสังคมประชาธิปไตย โดยร่วมมือกับกลุ่มอื่น ๆ ในสังคมเป็นสหกรณ์ ธุรกิจเพื่อสังคม เพราะประวัติศาสตร์โลกได้แสดงให้เห็นว่าพรรคแนวสังคมประชาธิปไตยจะจีรังยั่งยืนกว่า

 

อาจารย์โชคชัยได้ยืนยันว่าพรรคของฝ่ายแรงงานควรเป็นพรรคฝ่ายซ้ายแต่เป็นฝ่ายซ้ายแบบปฏิรูปไม่ใช่ซ้ายสุดขั้วเพราะจะตั้งอยู่ได้ลำบากเพราะสังคมไทยไม่ยอมรับ เช่นสวีเดน กลุ่มสแกนดิเนเวีย

อาจารย์โชคชัยได้กล่าวถึงในหลวงว่าเป็นนักสังคมนิยม ตามพระกระแสรับสั่ง ๙๐ % เป็นเรื่องสังคมนิยม จึงถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และสมควรที่สหภาพแรงงานควรยึดถือแนวทางสังคมประชาธิปไตย

อาจารย์ใจ กล่าวถึงวิกฤตการเมืองในปัจจุบันจะเป็นโอกาสในการตั้งพรรคการเมืองเพื่อปฏิรูปสังคมโดยมี ๓ สาเหตุหลักในการปฏิรูปสังคมไทย คือปัญหาที่ ๑ . สังคมเรามีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ระดับเศรษฐี ๑ - ๔๐ มีทรัพย์สิน ๘ แสนล้านบาท ในขณะที่คนงานทั่วไปกินเงินค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า ๒๐๐ บาท และคนในชนบทยิ่งต่ำกว่านั้นอีก เป็นความผิดของคนที่อยู่เบื้องบนที่ไร้อารยะธรรม มัวแต่สะสมทรัพย์สิน

ปัญหาที่ ๒ . คือความรุนแรงในสังคมไทยที่รัฐบาลสามารถฆ่าประชาชนได้โดยไม่ต้องขึ้นศาล เช่น ที่อำเภอตากใบ พฤษภาทมิฬ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา หรือเรื่องของการปราบยาเสพติด โดยไม่ต้องขึ้นศาลเลย ในจำนวนนี้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต

ปัญหาที่ ๓ . ไทยรักไทยกำหนดประชานิยม ๑๖ ล้านคนเลือก ๑๐ ล้านคนไม่ลงให้ใคร

อาจารย์ใจยังมองไปไกลถึงพรรคแรงงานที่จัดตั้งจะต้องพูดถึงความเหลื่อมล้ำทั้งหมดในสังคม เป็นปากเสียงสำหรับคนด้อยโอกาสคนที่เสียเปรียบคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม

 

 

เรื่องสำคัญที่สุดอาจารย์ใจได้เสนอแนวทางการผลักดันรัฐสวัสดิการ เป็นระบบที่ให้สวัสดิการแก่ประชาชนทุกคนทั่วหน้า โดยนำเอาทรัพยากรของประเทศชาติ แล้วนำมาแจกจ่ายโดยทั่วหน้า ให้เป็นสวัสดิการแก่คนทุกคน เช่น รักษาพยาบาลฟรี การศึกษาฟรี การดูแลคนตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

ถ้าใครสนใจรัฐสวัสดิการเพิ่มเติม ติดต่อท่านได้ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สิ่งเหล่านี้จะสร้างศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของชนชาวไทยทั้งหลาย ซึ่งสหภาพมีโอกาสผลักดันในช่วงวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ และเรามี เวทีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดนี้คือ สมัชชาสังคมไทย ( ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ “ ประชาไทย ” )

สรุปอาจารย์ใจ ย้ำรัฐสวัสดิการ เพื่อให้สังคมไทยมีศักดิ์ศรีมากขึ้น

คนต่อไปอาจารย์วิทยากร เคยทำงานธนาคารกรุงเทพ ปี ๒๕๑๕ เป็นเวลา ๑๐ ปี

เมื่อเกิดวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจหลายคนถูกปลด ถูกยื่นซองขาว บางธนาคารอย่างธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ

ปัจจุบันมีการพัฒนาแบบทุนนิยมบริโภคสูง มีการนำเอาคอมพิวเตอร์ใช้แทนคนมากขึ้น แรงกดดันพนักงานมากขึ้น มีการแข่งขันสูงต้องไปเปิด ธนาคารตามศูนย์การค้าต่าง ๆ

และเมื่อเราเปิด FTA กับสหรัฐ การค้าภาคบริการจะมีธนาคารจาก ต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน ธนาคารไทยจะเหนื่อยมาก เนื่องจากธนาคารต่างประเทศ มีต้นทุน มีทุนใหญ่มาก ประสิทธิภาพมากกว่า จะทำให้การแข่งขันสูงแรงงานอาจจะเดือดร้อนโดนบีบ

 

 

ถ้าเราคิดถึงตัวเองแคบ ๆ คิดถึงแนวทางต่อสู้สิทธิตัวเอง แต่เราต้องช่วยคนอื่นด้วย ทำไมประเทศเรา สหภาพแรงงานไม่เข้มแข็ง เพราะว่าเราเป็นประเทศแบบศักดินา ดูถูก ใช้บุญคุณ ผู้บริหารไม่ชอบการตั้งสหภาพ แต่ความจริงแล้วการตั้งสหภาพเป็นเรื่องปกติในสวีเดน อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ตั้งสหภาพได้เพราะมหาวิทยาลัยเอกชนหยุดวันที่ ๑ พฤษภาด้วย

สหภาพถูกครอบงำให้เป็นผู้บริโภค มีความคิดแบบชนชั้นกลาง คือคิดอย่างไรจะทำให้ได้เงินเดือนเยอะ ทำอย่างไรจะซื้อของเยอะ คิดแต่ระยะสั้น ไม่ได้คิดว่าทำอย่างไรจะมีส่วนในการถือหุ้นในบริษัทของเราหรือตัวแทนของเรา บริหารในบอร์ดของบริษัท เราไม่คิด แต่คิด แบบปัญเจกชน ขอให้ขึ้นเงินเดือนก็พอใจแล้ว แต่ไม่ได้คิดถึงอำนาจต่อรองของประชาชนหรือคิดในเชิงสร้างประชาธิปไตยแท้จริง

คนที่มีการศึกษา คนรับรู้ข้อมูลข่าวสารควรจะไปบอกคนอื่น พวกชาวบ้านที่ถูกเขาหลอกด้วยโครงการประชานิยมของไทยรักไทยซึ่งมันเป็นการเติบโตแบบผิวเผิน

แต่ทักษิณก็โม้ว่าโต ๕ % ๑๐ % แต่มันโตแบบฉาบฉวย ก่อนปี ๔๐ เคยโตมา ๑๐ % แล้วโตด้วยการเป็นหนี้ โตด้วยการบริโภค เก็งกำไรที่ดิน อะไรกันวุ่นวาย เศรษฐกิจแบบนี้ไม่มีความหมาย มันจะมีความหมายเมื่อประชาชนมีการศึกษา มีงานทำ มีการจัดตั้งองค์กรที่เข้มแข็ง ระบบสังคม ระบบการศึกษาที่ดี ปัจจุบันคุณภาพก็แย่มาก ทั้งปริมาณก็แย่ บริการสาธารณสุขก็แย่ ทั้ง ๆ ที่ประเทศเราเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะแล้วเรามีทรัพยากรทางด้านเกษตรเยอะ แปรรูปเกษตรกรรมให้เป็นอุตสาหกรรม วัตถุดิบมากมาย เราสามารถสร้างความร่ำรวย กระจายให้สังคม และพัฒนาคนไทยได้มาก ถ้าไม่มีการคอรัปชั่น อย่างวันก่อนคุณหญิงอะไรบอกว่าถ้าไม่มีคอรัปชั่น การสร้างถนนจะทำเป็นด้วยทองคำก็ได้

คุณวิทยากร ได้ให้ความเห็นว่า สหภาพแรงงานต้องก้าวหน้า ต้องคิดไปข้างหน้า นอกจากพัฒนาตนเองให้เข็มแข็งแล้ว ต้องช่วยเหลือคนอื่นด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วถึงจุดหนึ่งก็ตายเหมือนกัน มิใช่คนชั้นล่างตาย พนักงานธนาคารเองก็จะตาย

สรุป สหภาพแรงงานของเราควรดำเนินงานไปช่วยคนอื่นมากขึ้น พูดง่าย ๆ ว่า สมมุติไฟไหม้บ้านเพื่อนเรา อยู่เฉย ๆ ไฟก็ไหม้บ้านเราเหมือนกันเพราะฉะนั้นเราช่วยกันดับไฟเสียก่อน อย่าให้ไฟมันลุกลามถึงบ้านเรา พูดอีกอย่างเราไม่ควรเห็นแก่ตัวนี่เองควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับคนงานที่อาจารย์ได้ฝากไว้กับเรา

คนสุดท้าย คุณปิยะเชษฐ์ กล่าวพอสรุปได้ว่า สังคมใหม่ทึ่ปรารถนาคือ สังคมประชาธิปไตยมีตัวแทนในประเทศสวีเดน หากต้องการเห็นสังคมในลักษณะสังคมยุคใหม่ สังคมที่ดีที่ทุกคนปรารถนาแล้ว ภาคประชาชน สหภาพแรงงานและกรรมกรจะต้องรวมตัวกันให้เข้มแข็ง โดยใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมใหม่ที่ดี เพื่อจะได้มีอำนาจเข้าไปจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้กับประชาชนอย่างเป็นธรรม

ผู้ดำเนินการอภิปราย กล่าวสรุปได้ดังนี้

๑ . สังคมใหม่ที่เราพึงปรารถนา คือสังคมประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ

๒ . ความเหลื่อมล้ำในสถานประกอบการ ใช้สหภาพเป็นเครื่องมือแก้ไข

๓ . ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ใช้พรรคการเมืองของผู้ใช้แรงงานแก้ไข และใช้การเมืองภาคประชาชนที่เกิดจากการรวมตัวของสหภาพแรงงาน เกษตรกร สหกรณ์ และสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ผนึกกำลังให้เข้มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ

   
   
   
   
   
   

 

 
 
 
 
 
 
................................................................................................................................................
 
สงวนลิขสิทธิ์โดย " สำนักงานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ "
เลขที่ 9  ถนนเสือป่า  แขวงเทพศิรินทร์  เขตป้อมปราบฯ  กรุงเทพ  10100
โทร. 0-2225-2166, 0-2222-2111 ต่อ 1291   Fax. 0-2225-2166   E-mail : bblunion@hotmail.com